thesecretttt
ดองไปนาน แต่เดือนนี้อัพบ๊อยบ่อยนะ นี่หน้าที่ 7 ของเดือนนี้ละนะ
เยอะเป็นประวัติการณ์เลย ปกติ 4 หน้าก็เยอะละ
จริงๆลงเพลงเยอะนี่เอง แวบๆมาลงเพลง แล้วก็ไป
ช่วงนี้กุเป็นหวัดว่ะ แย่มากเลยยยย ตรงที่แมร่งหายใจไม่ออก
จะนอนก็นอนไม่หลับ ต้องหายใจทางปากแทน -*-
เป็นมา 2-3 วันละ กินยาก็ไม่หายซะทีอ่ะ เซ็ง
ไม่รู้ว่าหวัดหรืออะไรอ่ะ
มีเรื่องอื่นอยากอัพอีกมากมาย แต่มันน๊านนนน นานนน เกินไปและ
เกินจะรื้อฟื้นความจำว่ะ เป็นงี้ตลอด ถ้าไม่ได้อัพตอนนั้นเลยก็จะลืม
แต่ตอนนั้นก็ขี้เกียจอัพอีกอ่ะ
เลยไม่เล่าไรมากละกัน ไม่รู้จะเล่าไรอ่ะ
อัพถึงเรื่อง เฉพาะๆที่จะอัพหน่อยละกัน
จะพูดถึงหนังสืออ่ะ กะ เพลง
พอดีได้อ่าน กะ ได้ฟัง เลยอยากมาอัพ
หนังสือก่อนละกัน คือ the secret อ่ะ
น่าจะรู้จักใช่มะ ก็มันดั๊งดังหนิ เราเคยเห็นคนเดินถือกันด้วย
แต่เราเอาไปอ่านตอนถ่าย sizzler ทุกคนที่นั่นไม่มีใครรู้จักเลย -*-
ก็เลยมีอารมณ์อยากมาอัพเล่า เกี่ยวกะหนังสือเล่มนี้
ใครที่อ่านแล้ว หรือไม่อยากรู้ก่อน ก็ข้ามๆไปละกันนะ
กุเล่าทุกอย่างในหนังสือเลย
จริงๆไม่ต้องเข้ามาอ่านไดเราแต่แรกก็ได้ มันไร้สาระน่ะ เหอะๆ
(แต่ขาประจำต้องอ่านนะยะ - -)
(ยกเว้นหน้านี้)
ก็ๆ ไอ้ the secret เนี่ย เราซื้อมาตอนงานหนังสือครั้งที่แล้วอ่ะ
เพราะเห็นว่ามันดูน่าสนใจดี แต่ตอนนั้นก็ยังไม่รู้ว่ามันเกี่ยวกับอะไรหรอกนะ
ได้มาแล้วก็ดองๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ ไม่ได้แตะเลย
มาอ่านจริงจังครั้งแรกก็ตอนถ่ายงาน sizzler นี่แหละ
หยิบติดไว้เพราะรู้ว่าต้องว่างนาน คิดว่าถึงเวลาที่ควรหยิบมาอ่านซะที
อ่านได้เยอะเลย ไม่คิดว่าจะว่างนานขนาดน้านนนนนนนนนนนนน -*-
นัดตั้งแต่ตี ห้า กว่ากุจะได้ถ่าย สาม ทุ่ม !?!
ทั้งที่กุโผล่ไปนิดเดียวเองงง ของกูน้าาาา ถ่ายแค่ 20 นาทีก็เสร็จอ่ะ
มัวแต่ถ่ายอาหารอยู่นั่นอ่ะค้า
รอแล้วรออีก หลับไปแปดตื่น กุก้อยังไม่ได้ถ่ายยยยยยยยยยยยยยยยย
เลยอ่านไปได้ครึ่งเล่มแน่ะ (เยอะแล้ว -*-)
อ่านแล้วก็นะ กุงงเลย แบบว่า ไม่น้าเชื่อ
กุไม่คยรู้ หรือ ได้ยิน เก่ยวกะเนื้อหาในหนังสือเล่มนี้มาก่อนเลยอ่ะ
ไม่เคยมีใครมาพูดกะกุเลย
ก็เลย งง
เล่าเลยละกัน ละเอียดด้วย ข้ามไปเลย แนะนำๆ ฮ่าๆ
(ต่อไปนี้ ตัวหนา คือ ก็อปมาจากหนังสือนะ)
หนังสือเล่มนี้ไม่ใช่นิยายนะ มันเป็นคำบอกเล่าของคนหลายๆคน
คือ ความนำ อ่ะ เค้าเขียนประมาณว่า
คนเขียนอ่ะ เค้าแบบ ชีวิตล้มเหลว อ่ะ แล้วเค้าไปเจอ
ความลับแห่งชีวิตซึ่งปรากฏในหนังสือเก่าอายุร้อยปี
พอเค้ารู้ เค้าก็หาประวัติเกี่ยวกับความลับนี้
ปรากฏว่า คนที่ยิ่งใหญ่ๆในประวัติศาสตร์ต่างเก๊าะรู้ความลับนี้กันทั้งนั้น
ไม่ว่าจะเป็นเพลโต เชกสเปียร์ นิวตัน ฮูโก้ บีโธเฟน ลิงคอล์น
เอมอร์สัน เอดิสัน หรือ ไอน์สไตน์
เค้าบอกว่า ความลับนี้สามารถบันดาลทุกอย่างที่คุณต้องการ
ไม่ว่าจะเป็นความสุข สุขภาพที่ดี หรือความมั่งคั่ง
คุณสามารถมี ทำ หรือเป็นอะไรก็ได้ที่คุณต้องการ
ไม่ว่าสิ่งนั้นจะเป็นอะไรใหญ่โตแค่ไหน
ทุกอย่างเกิดขึ้นได้เพราะการรู้วิธีใช้ความลับนี้ .....
บรรดาผู้ดำในอดีตที่กุมความลับนี้ไว้
ต่างคิดจะรักษาอำนาจไว้โดยไม่แบ่งปันใคร
แต่ผู้เขียนอ่ะ มีเจตนาที่จะทำให้ความลับนี้เป็นที่รู้จักทั่วโลก
เค้าเลยทำหนังเรื่อง The Secret (ซึ่งกุก็ไม่เคยดู)
ออกแนวหนังสารคดีหน่อย ไอ้หนังสือเล่มนี้อ่ะมันก็มาจากหนังเรื่องนี้อีกที
เป็นการไปสัมภาษณ์คนที่รู้ความลับพวกนี้อ่ะ
เค้าก็บอกว่าเนี่ย หลังหนังออกฉายไม่นาน
เค้าได้รับ จดหมาย อีเมลล์ ขอบคุณเป็นจำนวนมากมายนับพันๆ
ว่าชีวิตของพวกเค้า (คนที่ดูหนัง) ได้เปลี่ยนไป
เช่น หายจากการเจ็บป่วยเรื้อรัง
ได้เลื่อนตำแหน่ง ผลการเรียนดีขึ้น ปรับความสัมพันธ์ในครอบครัว
ได้เงินโดยมิได้คาดหมาย ฯลฯ
กุอ่านไปกุก็คิดว่า อะไรมันจะขนาดน้านนน
อยากรุ้จริงว้อยไอ้ความลับที่ว่ามันคืออะไรล่ะ
ความลับที่ว่าก็คือ กฎแห่งการดึงดูด นี่เอง
กฎแห่งการดึงดูดคืออะไรหรอ อธิบายไปตรงๆเลยละกัน
เค้าบอกว่า กฎแห่งการดึงดูดถือกำเนิดขึ้น ณ จุดเริ่มต้นของกาลเวลา
กฎนี้ดำรงอยู่มาโดยตลอดและจะดำรงอยู่ตลอดไป
กฏนี้นี่แหละที่เป็นตวกำหนดกฎเกณฑ์ทุกอย่างในจักรวาล
ควบคุมชีวิตคุณทุกขณะจิต
และจัดสรรทุกอย่างที่คุณประสบในชีวิต ไม่ว่าคุณจะเป็นใคร
อยู่ที่ไหน กฎแห่งการดึงดูดจะก่อร่างสร้างประสบการณ์
ชีวิตทั้งหมดทั้งมวลของคุณ
และกฎแห่งการดึงดูดที่ทรงอานุภาพมหาศาลนี้
กำลังทำเช่นนั้นผ่านความรู้สึกนึกคิดของคุณ
คุณคือผู้ที่ทำให้กฎนี้เป็นจริงด้วยการปฏิบัติ
โดยคุณจะปฏิบัติด้วยการคิด
"ทุกอย่างที่เข้ามาในชีวิตคุณนั้น คุณเองเป็นผู้ดึงดูดเข้ามา
ที่คุณดึงดูดสิ่งใดๆเข้ามา
ก็เพราะคุณมีมโนภาพเกี่ยวกับสิ่งนั้นอยู่ในใจ
สิ่งที่คุณคิดสำคัญที่สุด อะไรก็ตามที่คุณกำลังคิด
คุณก็กำลังจะดึงดูดสิ่งนั้นให้้เข้ามาหาตัวคณเองในที่สุด"
ง่ายๆก็คือ คิดอะไร ก็จะได้อย่างนั้น
ทุกสิ่งทุกอย่างเกิดจากความคิดของเรา
ความคิดกลายเป็นความจริง
ประมาณว่า ความคิดมีคลื่นความถี่
เราคิดอะไร เราก็กระจายคลื่นความถี่นั้นออกไปในจักรวาล
กฏแห่งการดึงดูดจะสนองตอบต่อความคิดคุณ
ไม่ว่าคุณจะคิดว่าอะไรก็ตาม
กฏแห่งการดึงดูดจะนำพาสิ่งที่่คล้ายคลึงกัน ที่มีคลื่นความถี่เดียวกัน
ย้อนกลับมายังแหล่งต้นกำเนิด คือตัวเรา
กฎแห่งการดึงดูดทำงานตลอดเวลาไม่ว่าคุณจะรู้ตัวหรือไม่รู้ตัว
เข้าใจหรือไม่เข้าใจก็ตาม
นึกภาพตัวคุณเองมีชีวิตอย่างมั่งมีศรีสุข
แล้วคุณจะดึงดูดความมั่งมีเข้ามาหาคุณ
วิธีนี้ได้ผลกับทุกคนและได้ผลทุครั้ง
นี่แหละความลับที่ว่า
อ่านถึงตรงนี้ เราก็ หา...... แค่นี้หรอ ที่คนเราจะระสบความสำเร็จ
มันง่ายขนาดนั้นเลย ?
มันออกแนว ในความคิดกุนะ มันคล้ายๆแบบวา ไสยศาสตร์ไรอย่างงี้อ่ะ
ไม่รู้มันเรียกว่าไร เอาเป็นว่า
อ่านรวมๆมันไม่สอดคล้องโดยตรงกะหลักวิทยาศาสตร์ละกัน
ทีนี้ มันก็มีคำถามว่า
"แล้วทำไมทุกคนจึงไม่ได้มีชีวิตอย่างที่ใฝ่ฝันไว้ล่ะ"
ปัญหาอยู่ตรงนี้ไงล่ะ
คนส่วนใหญ่ชอบคิดถึงแต่สิ่งที่ตัวเองไม่ต้องการ
และสงสัยว่าทำไมต้องวนเวียนกลับมาเจอกับสิ่งนั้น
ซ้ำแล้วซ้ำเล่า
กฎแห่งการดึงดูดไม่คำนึงหรอกว่า
คุณจะมองอะไรดีหรือร้ายอย่างไร
ไม่สนด้วยว่าคุณจะต้องการหรือไม่ต้องการสิ่งนั้น
กฎนี้จะมีปฏิกิริยาสนองตอบความคิดของคุณเท่านั้น
กฎข้อนี้เป็นจริงเสมอและไม่เคยผิดพลาด
ถ้าคุณกำลังคิดกลุ้มเรื่องหนี้สินท่วมท้น
นั่นล่ะคือสัญญาณที่คุณกระจายออกไป
นั่นแหละคือสิ่งที่คุณจะได้รับเพิ่มเข้ามา
กฎแห่งการดึงดูดไม่คำนึงถึงคำว่า "ไม่" และถ้อยคำปฏิเสธใดๆ
เวลาที่คุณเอ่ยถ้อยคำเหล่านี้ออกมา
กฎแห่งการดึงดูดจะได้ยินว่า
"ขออย่าให้ทางภัตตาคารยกโต๊ะที่เราจองให้คนอื่นเลย"
"ฉันอยากให้ทางภัตตาคารยกโต๊ะที่เราจองให้คนอื่นไปเลย"
ใครอย่ามาทำให้ฉันต้องไปสายเลย"
"ใครช่วยมาทำให้ฉันไปสายที"
"ฉันทำงานพวกนี้ไม่ไหวหรอก"
"ฉันอยากทำงานมากกว่าที่ฉันจะทำไหว"
"คุณอย่ามาพูดกับฉันอย่างนั้นนะ"
"ฉันอยากให้คุณพูดกับฉันอย่างนั้น
และอยากให้คนอื่นๆพูดกับฉันอย่างนั้นด้วย"
เพราะฉะนั้นเมื่อรู้กฎนี้แล้ว จงดึงดูดสิ่งดี ไม่ใช่สิ่งเลวร้าย
ไม่ต้องตกใจกลัวความคิดเชิงลบของตน มีการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ว่า
ความคิดเชิงบวกมีพลังอำนาจมากกว่าหลายร้อยเท่า
หากคิดในแง่ลบ แล้วมันเกิดขึ้นจริง ก็จงเปลี่ยนความคิดซะ
ลบความคิดเดิมโดยการใส่ความคิดใหม่ดีๆเข้าไปแทน
และสนุกกับการคิดด้วย
วิธีหนึ่งที่จะควบคุมความคิดตน คือการเรียนรู้ที่จะสงบสติอารมณ์
ครูทุกท่านในหนังสือเล่มนี้ถือการทำสมาธิเป็นกิจวัตรประจำวัน
ไม่จำเป็นต้องตรวจสอบความคิดตัวเองตลอดเวลา
แต่ให้ใช้ความรู้สึกแทน อารมณ์คือของขวัญล้ำค่า
ที่บอกว่าเรากำลังคิดอะไร
ชุดความรู้สึกมีสองอย่าง ชุดความรู้สึกดี กับ ชุดความรู้สึกแย่
ex. เครียด โกรธ เกลียด รู้สึกผิด
เมื่อคุณรู้สึกแย่ กฎแห่งการดึงดูดจะตอบสนอง
ด้วยการส่งภาพแย่ๆกลับมาหาคุณ
หากคุณรู้สึกดี คุณก็กำลังสร้างอนาคตไปในทิศทางเดียว
กับความปรารถนาของคุณ
คุณจะได้รับสิ่งที่คุณรู้สึกถึง มากกว่าสิ่งที่คุณคิด
นาทีนี้คุณจะเริ่มรู้สึกว่าตัวเองแข็งแรงก็ได้
คุณจะรู้สึกว่าตัวเองรวย
หรือเริ่มรู้สึกว่ามีความรักล้อมรอบตัวคุณก็ได้
ต่อให้ความจริงไม่ได้เป็นอย่างนั้น
และสิ่งที่จะเกิดขึ้นก็คือ จักรวาลจะขานรับ
ต่อความรู้สึกภายในที่แท้จริงของคุณ
แล้วเปล่งประกาศออกมา เพราะนั่นคือสิ่งที่คุณรู้สึก
ยิ่งคุณรู้สึกดีเท่าไหร่ คุณก็จะดึงดูดสิ่งที่ทำให้คุณรู้สึกดีเข้ามาเรื่อยๆ
นี่่เพิ่งตอนต้น ตอนกลางๆมันมีวิธีใช้ความลับอีกสองหัวข้อ
ถึงจะจบครึ่งเล่มที่กุอ่าน
แต่กุอัพไม่ไหวแล้วว่ะ
แหม่กะจะอัพให้ละเอียดๆซะหน่อย
มันยกตัวอย่างการใช้ความลับกับการลดน้ำหนักด้วย ประมาณว่า
ที่คนเราอ้วนอ่ะ เพราะเราคิดให้อ้วน
ก๊อปมาย่อๆละกัน เค้าบอกว่า
ไม่ว่าใครจะบอกคุณว่า เขาอ้วนเพราะต่อมไทรอยด์ทำงานช้า
ระบบเผาผลาญอาหารทำงานช้า หรือเพราะกรรมพันธุ์
เหตุผลเหล่านี้ล้วนอำพรางการ "คิดให้อ้วน"ทั้งสิ้น
ถ้าคุณยอมรับสภาพดังกล่าวจนถึงขั้นเชื่อว่าตัวคุณก็เป็นอย่างนั้นได้
นั่นก็จะกลายเป็นประสบการณ์ของคุณ
และคุณจะยิ่งดึงดูดสภาพน้ำหนักเกินมามากยิ่งขึ้น
สิ่งที่คนทั่วไปคิดกันก็คือ อาหารที่กินเข้าไปเป็นตัวเพิ่มน้ำหนัก
นั่นเป็นความคิดที่เหลวไหลและไม่ช่วยอะไรเลย
อาหารไม่ใช่ตัวเพิ่มน้ำหนักของคุณ
ความคิดของคุณที่คิดว่าอาหารเป็นตัวเพิ่มน้ำหนักต่างหาก
ที่ทำให้อาหารมาเพิ่มน้ำหนักคุณ
จงจำไว้ว่า ความคิดคือปฐมเหตุของทุกอย่าง
และสิ่งอื่นๆก็คือผลจากความคิดนั้นๆ
จงละทิ้งความคิดที่ตีกรอบจำกัดทั้งปวง
อาหารไม่สามารถทำให้คุณน้ำหนักเพิ่มได้
ยกเว้นเสียแต่ว่าคุณจะคิดว่าอาหารทำได้
อันดับแรก คุณต้องรู้ก่อนว่า ถ้าคุณทุ่มเทความคิดไปที่การลดน้ำหนัก
คุณก็จะดึงดูดสภาวะที่ทำให้ต้องลดน้ำหนักเข้ามาเรื่อยๆ
จงขจัดความคิดว่าต้องลดน้ำหนักออกไปจากใจก่อน
สิ่งที่ต้องทำมี 3 ขั้นตอนคือ 1ขอ 2เชื่อ 3รับ
สามขั้นตอนนี้ก็ประมาณว่าอย่าไปคิดถึงน้ำหนักตัวของจริง
ให้คิดถึงน้ำหนักตัวที่อยากได้
เชื่อ ก็คือ คิดว่าเราน้ำหนักเท่านั้นแล้วจริงๆ
ทำทุกอย่างให้เหมือนกับเราหนักเท่านั้น
เสื้อผ้าอะไรอย่างงี้ก็ใส่แบบกล้าใส่ ไม่อายหุ่นอ่ะ
แล้ว รับ ก็คือ ต้องรู้สึกดีกับน้ำหนักที่อยากได้นั้น
(ทั้งๆที่จริงๆแล้วอาจจะอ้วนกว่านั้น สิบโล ก็ได้)
แต่ต้องรู้สึกมีความสุขจริงๆเหมือนเราหนักเท่านั้นแล้ว
เลิกคิดถึงข้อบกพร่องของตัวเอง
ประมาณนี้แหละ วิธีการลดน้ำหนักของเค้า
จริงๆ สามขั้นนี้ สำหรับนำไปใช้กับทุกอย่างเลย
แล้วมันก็จะเน้นเรื่องการสร้างมโนภาพ อ่ะ
โคตรละเอียดของจริงแล้วว่ะ พอและ
แค่นี้กุก็เสียวจะโดนจับข้อหาละเมิดลิขสิทธิ์แล้วว่ะ ฮ่าๆ
ถ้าคนพิมพ์เค้ามาเซิชเจอ
จะต้องปิดไดก็คราวเนี้ย อิอิ
ในความคิดกุนะ หนังสือเล่มนี้มันสอนให้เราเป็นคนช่างฝันอ่ะ
มันย้ำนักย้ำหนาว่า อยากได้อะไร ให้เราจินตนาการ
นึกเป็นภาพในหัวเลยว่าเราได้มาแล้ว
แล้วก็ให้รู้สึกดีเหมือนได้มาแล้วจริงๆด้วย
เช่ย อยากได้รถ ก็สร้างมโนภาพว่าเรากำลังขับรถคันนั้นแล้ว
ประมาณว่า เสแสร้งเล่นละครเพ้อฝันไปโดยใส่ความรู้สึกลงไปด้วย
ซึ่งเราเลิกกกก และไม่อยากทำอย่างนี้มานานแล้วอันที่จริง
แต่ก่อนเราก็เคยวาดฝัน วาดภาพอนาคตอะไรไว้
คือไม่ใช่ฝันถึงอนาคตใหญ่ๆอะไรอย่างนั้นหรอกนะ เป็นเรื่องเล็กน้อยๆ
แต่เราอ่ะ เจอแต่ความผิดหวั๊งง ผิดหวังง บ๊อยบ่อย บ่อยมากๆ
แบบ ชีวิตกุทำไมมัน so sucks เช่นนี้
จนเราคิดว่า หวังไปก็มีแต่ความทุกข์เปล่าๆ
ประมาณปีกว่าๆมานี่อ่ะมั้ง เราเจอแต่ความผิดหวังจนชิน
จนเราเลิกหวังเลิกฝันไปเอง
ประมาณว่าชีวิตนี้มึงไม่ได้คาดหวังอะไรเลย ป้องกันความผิดหวังไว้ก่อน
อาจจะขัดแย้งกับพวกข้อคิดที่เค้าชอบพูดๆกัน
อย่างพวก ฝันให้ไกลแล้วไปให้ถึง อะไรเงี้ย
แต่เราค้นพบว่า เป็นวิธีที่ดีและได้ผลจริงๆอ่ะ
ที่ทำให้เราไม่ต้องเจอกับความทุกข์อ่ะนะ
เพราะหลังๆมานี่ เราแทบไม่เคยต้องทนทุกข์จากความผิดหวังเลยล่ะ
มีความสุขขึ้นจากแต่ก่อนเยอะเลยนะ
เวลาทำอะไรก็คิดว่า ถ้าได้อย่างนั้นก็ดี ไม่ได้ก็ไม่เป็นไร
คิดเผื่อไว้ก่อนด้วยว่าคงไม่ได้หรอก
ยกตัวอย่างนะ อย่างเรื่องเกรด อ่ะ เหอๆๆ - -"
เราอ่ะคิดไว้อยู่แล้วว่ามันต้องห่วยยยยยสุดๆ ชัวร์ๆๆๆๆ ห่วยบรมเลยด้วย
เพราะงั้นเกรดออกมามันห่วยจริงๆ เราก็ไม่เสียใจแล้ว ฮ่าๆๆๆ ก๊าก -*-
เราทิ้งแล้วด้วย เรื่องเรียนอ่ะ ขี้เกียจเครียดละ (กรุณาอย่าเลียนแบบ)
ปีสองนี่ต่างจากปีหนึ่งมากอ่ะ ปีสองโคตรปล่อยเลย แบบ ช่างมันและ
บ่นๆกับเพื่อน เครียดๆไปตามประสา
แต่ในใจก็ไม่คิดมากเท่าตอนปีหนึ่ง ทำเท่าที่ได้ล่ะวะ
เครียดแบบเฉพาะจุด ไม่ได้เครียดยาวอย่างปีหนึ่ง
ปีหนึ่งโคตรเครียด โคตรกลัวเลย กลัวทุกอย่าง
(นี่ขนาดเครียดแล้ว -*- ได้ข่าวโดดโคตรบ่อย)
จริงๆการกระทำมันก็ไม่ได้ต่างอะไรมาก
แต่พอมันมีความรู้สึกว่าล่อยไป ทิ้งมันไปเนี่ย มันมีความสุขจริงๆนะ
เราคิดว่า ไม่ได้ แต่ก็ไม่ได้อยากได้อะไร
กับได้ในสิ่งที่อยากได้ อย่างแรกมันมีความสุขมากกว่าอีกนะ
เพราะอย่างหลังอ่ะ ถึงจะได้ยกระดับตัวเอง ยังไงซักวันก็ต้องเสียไป
เพิ่งมารู้สึกอย่างนี้ก็ตอนปีหนึ่งปลายๆนี้เองอ่ะ
แต่พอมาอ่านเล่มนี้อ่ะ
มันโคตรเน้นน ให้เราคาดหวังเลย
ให้เราหาสิ่งที่ตัวเองต้องการให้เจอ กุก็ต้องมานั่งขุดหาอีก
แล้วก็ขอ ขอให้ได้อย่างนั้น นึกถึงว่าตัวเองได้สิ่งนั้น
อย่าไปนึกถึงความผิดหวังหรือสิ่งที่ตัวเองไม่ต้องการ
แล้วเค้าบอกว่า การสร้างมโนภาพเป็นเรื่องสำคัญ
มันคือเคล็ดลับข้อใหญ่แห่งความสำเร็จ
นั่นไง มันสอนให้เราเป็นคนช่างฝันเลย
มันก็ไม่ใช่ไม่ดีนะ แต่มันตรงข้ามกะสิ่งที่กุเป็นอยู่เลย
กุรู้สึกว่ายิ่งอ่านแล้วยิ่งปวดหัวว่ะ
ปกติอยู่บ้านไม่ได้อ่านนะ ส่วนใหญ่จะอ่านตอนรอแคสงานอ่ะ
คืออ่านแล้วมันอิน
ยิ่งอ่านไปกุยิ่งแบบ ระแวงความคิดตัวเองอ่ะ
เฮ้ยนี่เรากำลังคิดถึงสิ่งที่ไม่ต้องการอยู่นี่หว่า แบบ
กำลังจมปลักแล้วด้วยมั้งเนี่ย
อะไรอย่างเงี้ย ปวดหัวจริงๆ แต่ก็จะอ่านต่อจนจบนะ
เพราะมันก็มีอะไรดีๆอยู่เยอะเลยแหละ
แล้วก็อยากรู้ว่าเค้าจะเขียนว่าไงอีกมั่ง เอาจริงนะ
เค้าเขียนดีมากๆๆอ่ะ โคตรจะโน้มน้าวเก่งเลย
แล้วไปงานหนังสือมา มันมีต่ออีก สองเล่มอ่ะ
คือ The Top Secret กะ Key ล่ะมั้ง
กุเปิดอ่าน(ฟรี)ดูแล้ว บางส่วนเนื้อหามันก็ขัดกันอ่ะ
แล้วไอ้เล่ม key มันเขียนประมาณว่าถ้าคุณดูหนัง
และอ่านหนังสือ the secret แล้ว
แต่ยังไม่ได้รับในสิ่งที่คุณต้องการ คุณต้องอ่านเล่มนี้
อะไรประมาณนี้แหละ
อ๋อยย โคตรหากินเลยง่ะ
จบเล่มนี้คงพอแล้วล่ะค่ะ เดี๋ยวจะปวดหัวไปมากกว่านี้
ใครยังไม่เคยอ่านเล่มนี้ก็ยืมเราได้นะ น่าสนใจดี อ่านแล้วอิน เหอๆ
โหย ไดหน้านี้คงเป็นหน้าที่ยาวที่สุดที่เคยอัพมา
ไปนอนและ นอนดึกอีกตามเคยกรู
พอดีพรุ่งนี้ไม่ได้ไปไหน ค่อยยั่งชั่วว่ะ
ดีเจ : ปิดท้ายด้วยเพลงเพราะความหมายดีนะคะ
ทุกครั้งที่เธอจากไป เธอได้เอาเศษเสี้ยวของตัวฉันไปด้วย
Everytime you go... away
you take the piece of me with you
สวัสดีค่ะ

โหย ยาวเฟื้อย เละอีกตะหาก ต้องจัดใหม่ - -